สิ่งว้าวุ่นหัวใจครั้งหนึ่งของคนที่เพิ่งมีบ้านหรือคอนโดนั้นก็คือ‘การตรวจรับบ้าน’ นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นบ้านโครงการหรือปลูกแต่งเองก็ตาม ซึ่งการตรวจบ้านนั้นก็คือ ขั้นก่อนที่เราจะตัดสินใจโอนทรัพย์ทั้งหมด และเป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆ ก่อนจะอยู่อาศัยจริง

สำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการมีบ้านมาก่อน และดูออกเพียงผนังสีไม่เรียบ คราวนี้เรามีวิธีการตรวจบ้านก่อนโอนด้วยตัวเองสั้นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ 5 ข้อ เพื่อที่ว่าจะได้ไม่กลายเป็นนักโอนไว ลองไล่ทำความเข้าใจไปด้วยกันเลยจ้า

1- เริ่มต้นด้วยการทำ Check-List ว่าเราต้องตรวจอะไรบ้าง

ขั้นแรกที่คนที่จะตรวจบ้านมักลืมจะเลยก็คือ การเตรียมทำ Check-List สำหรับการตรวจบ้าน โดยวิธีการทำ Check-Listตรวจบ้านนั้นก็สามารถทำได้หลากหลายแบบ ซึ่งเรานิยมทำเป็นตารางกล่องๆ แบบ Excel เพื่อง่ายต่อการขีดฆ่าคอนเฟิร์ม

โดยเราควรทำ Check-List เป็นเซ็ตเข้าไปทีละห้อง เช่น Check-Listห้องนั่งเล่น Check-List ห้องนอนเล็ก Check-List ห้องน้ำ เพื่อความสะดวกในการจบการตรวจไปทีละส่วน และสำหรับหัวข้อแต่ละจุดที่เราจะทำเป็น Check-Listในการตรวจบ้านนั้นก็จะเป็นเรื่องในหัวข้อถัดไปนั่นเอง

2 – ก้าวแรกไม่เป็นไร ก้าวต่อไปตรวจพื้นให้เรียบร้อย

ก้าวแรกไม่เป็นไร ก้าวต่อไปเริ่มเดินสะดุด หลวงปู่เค็มก็ไม่สามารถช่วยได้ ก็มีแต่ทางโครงการที่ต้องให้มาแก้ไข สิ่งแรกที่ประสบเลยเมื่อก้าวเข้าบ้านที่เราต้องรีบดูเลยก็คือ อาการเดินสะดุดกระเบื้องเผยอ ไม่ว่าจะเกิดจากการปูพื้นไม่สม่ำเสมอหรืออาจจะเทพื้นเป็นหลุม

วิธีการตรวจสอบง่ายๆ เลยก็คือ การใช้เท้าเปล่าเดินไล่สัมผัสพื้นดูว่ามันมีลักษณะการแปลกๆ จมๆ หรือไม่ โดยให้เราทำพฤติกรรมการเดินไล่สำรวจพื้นนี้ไปในทุกๆ ห้อง ซึ่งถ้าเดินแล้วยังไม่มั่นใจ ให้เรานำลูกแก้วเล็กๆ กลิ้งไปกับพื้น เพื่อตรวจดูความเอียงไม่เรียบร้อยได้อีกด้วย

3 – ตรวจรอยต่อหารอยแตก

หลังจากผ่านก้าวแรกมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปเลยก็คือให้เราสังเกตและสำรวจรอยแตกร้าวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นกระเบื้อง ผนัง Built-In ของเฟอร์นิเจอร์ วงกบประตูและหน้าต่าง โดยวิธีการหาไอ้เจ้าพวกรอยเหล่านี้นั้นก็คือ

ให้เรามองไปตามมุมรอยต่อของวัสดุต่างๆ เช่น ระหว่างผนังกับพื้น ระหว่างประตูกับผนัง รอยต่อกระเบื้อง ซึ่งหากเราเจอรอยแตกร้าวแล้วก็เรานำสติ้กเกอร์หรือเทปกาวแปะโน้ตเอาไว้ตามจุดเหล่านั้น

4 – ตรวจอาการซึมที่เจอแล้วไม่ควรเศร้า

หนึ่งในจุดที่สำคัญมากๆ ที่ต้องตรวจเวลาตรวจบ้านเลยก็คือการรั่วซึม ซึ่งบริเวณที่บ้านมักจะมีอาการรั่วซึมนั้นก็คือตามบริเวณรอยต่อผนังและหน้าต่าง แต่แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตรงไหนของบ้านเรารั่วซึมหนึ่งให้ดูอาการบวมชื้นของผนังตามบริเวณที่กล่าวไว้ สองให้ลองนำสายยางฉีดน้ำ

แล้วฉีดอัดไปตามบริเวณหน้าต่างของบ้านให้ชุ่มๆ แล้วรอดูอาการรั่วซึมแทนได้ ซึ่งว่ากันว่าการตรวจบ้านที่ดีจริงๆ ควรจะไปตรวจในวันที่ฝนตกหนักๆ หรือไม่ก็ช่วงหน้าฝนไปเลย เพราะว่าเราจะสามารถหาจุดรั่วซึมของบ้านได้ดีกว่าปกตินั่นเอง

5 – ตรวจห้องน้ำอย่างตั้งใจ

เนื่องด้วยห้องน้ำนั้นจะเป็นห้องที่โดนน้ำตลอดเวลา นั่นจึงทำให้ห้องน้ำจึงเป็นห้องที่สำคัญในตรวจสอบที่สุด ขั้นแรกให้เราตรวจความลาดเอียงของพื้นเสียก่อน โดยพื้นห้องน้ำที่ดีต้องลาดเอียงไปยังจุดระบายน้ำ ไม่ให้น้ำเกิดการขังในจุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถตรวจด้วยวิชามารใช้ลูกแก้วกลิ้งไล่ไป

รวมทั้งตรวจดูตรงรูระบายน้ำว่ามีอะไรติดเป็นเศษอยู่หรือเปล่า ขั้นที่สองให้เราตรวจก๊อกน้ำและอ่างล้างหน้าว่าทำงานปกติหรือไม่ รวมทั้งชักโครกให้เรานำขนมปังหย่อนแล้วกดดูความผิดปกติ หากชักโครกทำงานปกติแล้ว ขนมปังแผ่นนั้นจะหายไปในพริบตา

6 – ตรวจไฟเปิดปิดมิดชิด

ในขั้นตอนท้ายนี้ก็คือการตรวจสอบไฟฟ้าว่าไม่มีการรั่วหรือมีการต่อไฟอะไรผิด วิธีแรกง่ายๆ เลยก็คือให้เราไล่เปิด-ปิดไฟทุกดวงในบ้านว่าดวงไหนติด ดวงไหนไม่ติด ต่อมาก็คือให้เราใช้ไขควงวัดไฟจิ้มไปที่รูของปลั๊กไฟ เพื่อตรวจสอบว่าไฟรั่วหรือเปล่า (*โดยวิธีใช้นั้นให้เราทำการศึกษาดูก่อนนะ) และลองเทสเสียบไฟกันดูในทุกจุด

ส่วนสุดท้ายให้เราไล่ตรวจสอบปลั๊กไฟนอกบ้านว่ามีตัวกรอบกันน้ำหรือไม่เพื่อความมั่นใจในรอบสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามีงบประมาณพอ เราก็ขอให้แนะนำจ้างผู้เชี่ยวชาญนั้นเป็นดีที่สุดนะ เพราะบ้านมันแพงนะจ้ะ ลงทุนหน่อยพวกแก